“คันโตนา” เหนือกว่า! “คีน” บ่น “บรูโน” รีดฟอร์มเกมใหญ่ไม่ออกจนพ่ายเรือ

รอย คีน แข้งตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงวิจารณ์ฟอร์ม บรูโน แฟร์นันเดส กองกลางชาวโปรตุเกสหลังทำผลงานไม่ดีนักในเกมที่ปีศาจแดงเปิดบ้านพ่ายแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-2 ตกรอบรอบรองชนะเลิศศึกคาราบาว คัพ เป็นที่เรียบร้อย

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะคว้าแชมป์ได้ แฟร์นันเดสได้รับคำชมอย่างมาก และในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาหลายคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับนักเตะอย่าง เอริค คันโตนา”

“แต่คันโตนาคว้าแชมป์ได้มากมาย ในขณะที่แฟร์นันเดสทำอะไรไม่ได้มากนักในเกมนี้”

“นักเตะชั้นนำจะต้องเล่นให้โดดเด่นในเกมสำคัญ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่คันโตนาเคยทำ และสามารถพาทีมคว้าแชมป์มาครอง แมนฯ ยูไนเต็ดชุดนี้ยังมีจุดดังกล่าวน้อยไปหน่อย”

Tagged : / / / / /

[OPINION] “สไตล์” กับ “ความสำเร็จ” อะไรคือสิ่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการ?

หลังการตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสียงก่นด่าและคำถามต่างๆก็ตามมาไม่ขาดสาย ซึ่งแน่นอนว่าทัวร์ทั้งหมดพากันไปลงที่ โอเล กุนนาร์ โซลชา ผู้เป็นกุนซือแต่เพียงผู้เดียว

จริงๆแล้วทีมปีศาจแดงไม่ได้กดดันอะไรมากเท่ากับ อาร์เบ ไลป์ซิก เพราะพวกเขาขอแค่ผลเสมอก็จะลอยลำเข้ารอบแบบแบเบอร์ แต่ด้วยความคิดมากของคนเป็นผู้จัดการทีม ผลการแข่งขันจึงออกมาแบบนี้

โซลชาโดนวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการจัดตัวผู้เล่น ทั้งๆที่ในเกมพรีเมียร์ลีก 3 นัดหลังสุดพวกเขาสามารถเก็บ 9 คะแนนเต็มจากการเล่นในระบบกองหลัง 4 คน แต่เมื่อคืนวันอังคารกลับส่งแนวรับลงถึง 5 ราย โดยใช้ระบบวิงแบ็กเข้ามาช่วยในการทำเกม

ผลที่ออกมาคือทีมเล่นไม่เป็นทรงเพราะมีนักเตะในเกมรุกน้อยเกินไป เหมือนว่าพวกเขาต้องการแค่ผลเสมอ ซึ่งการเล่นแบบนี้ถามโค้ชทั่วโลกก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันยากยิ่งกว่าเล่นเพื่อชัยชนะเสียอีก

เมื่อกลายเป็นความเสียหายระดับหลายสิบล้านปอนด์ เสียงเรียกร้องเรื่องการปลดกุนซือจึงดังขึ้นอีกครั้งตามธรรมเนียม

เรื่องผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนฯ ยูไนเต็ด เชื่อว่าเด็กผีหลายคนคงเบื่อเต็มทน เพราะเดี๋ยวอีกไม่กี่นัด โซลชาก็กลับมาทำผลงานได้ดี ประเด็นนี้ก็จะหายไป ก่อนที่จะกลับมาพูดถึงกันอีกครั้งเมื่อทีมทำผลงานได้ห่วยแตกอีกครั้ง

บางคนเรียกมันว่า “ลูปนรก” ซึ่งมีความหมายถึงความไม่คงเส้นคงวาของแข้งปีศาจแดง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงตัวเต็งนายใหญ่คนใหม่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ชื่อของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน และ มัสซิมิลิอาโน อัลเลกรี คือ 2 แคนดิเดตที่ตีคู่กันมาตลอดนับตั้งแต่ช่วงเปิดฤดูกาล ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ชอบไปทางอดีตกุนซือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เพราะทรงบอลดูตื่นเต้นเร้าใจเข้ากับความต้องการของแฟนบอลมากกว่าความน่าเบื่อแบบ คาเตนัคโช ของ อัลเลกรี

ซึ่งสไตล์การเล่นแบบตื่นเต้นเร้าใจที่ว่านี่แหละที่โซลชาเองก็พยายามที่จะสร้างให้กับทีมของเขา เพียงแต่ตอนนี้มันไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่นัก

เหตุที่เด็กผีส่วนใหญ่ชอบโปเช็ตติโน นั่นเป็นเพราะพวกเขายังยึดติดกับฟุตบอลเดินหน้าแล้วฆ่ามัน ซึ่งสิ่งนี้ถูกปลูกฝังมาตลอด 26 ปีในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พร้อมด้วยความสำเร็จล้นตู้โชว์ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 2 สมัย รวมทั้งแชมป์บอลถ้วยอื่นๆอีกมากมาย

Tagged : / / / /

[FEATURE] ใครว่าแย่! สถิติชี้ชัด ลิเวอร์พูล ไร้ “ฟาน ไดค์” ไม่ขาดใจในเกมรับ

การขาดหายไปของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ได้เคยสร้างความกังวลใจให้เหล่าสาวก “เดอะค็อป” เป็นอย่างมาก เพราะนี่คือหัวใจในแนวรับของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล มาตลอด

หลังจากที่เจอโรคเดี้ยงเล่นงานจากเกมที่บุกไปเสมอ “ทอฟฟีสีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน 2-2 ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา

แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ระหว่งการพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บตรงบริเวณหัวเข่า และกลับมาฟื้นฟูสภาพร่างกายได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีกำหนดการกลับมาลงสนามได้อีกครั้งเมื่อไร โดยเคยมีการคาดเอาไว้ว่าอาจจะได้คัมแบ็กคืนสู่สังเวียนแข้งในช่วงท้ายฤดูกาลนี้เลยเสียด้วยซ้ำ

แต่ดูเหมือนว่า ลิเวอร์พูล อาจจะเริ่มเบาใจได้ในระดับหนึ่ง หากดูจากสถิติเรื่องของเกมรับในช่วงหลังจากที่ไร้ ฟาน ไดค์ แม้จะประสบปัญหานักเตะผลัดกันได้รับบาดเจ็บแบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะพวกผู้เล่นในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง

ซึ่งรวมถึง โจ โกเมซ กองหลังทีมชาติอังกฤษที่เจอโรคเดี้ยงเล่นงานจนต้องพักยาวด้วยเช่นกัน ทว่า “หงส์แดง” ยังคงมีแนวรับที่ไว้วางใจได้อยู่ ถ้าวัดจากจำนวนตัวเลขที่เสียประตูไปไม่มากนัก ซึ่งมาจากผลงานของเหล่าพ่อค้าแข้งที่มีให้เลือกใช้งานแบบจำกัดนั่นเอง

ทั้งนี้ “หงส์แดง” ต้องลงสนามแบบไร้ ฟาน ไดค์ มาแล้วถึง 11 นัดในทุกรายการจนถึงเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็นในศึกพรีเมียร์ลีก 6 นัด รวมถึงในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 5 เกม ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล เสียประตูไปเพียงแค่ 6 ลูกเท่านั้น และสามารถเก็บ “คลีนชีท” แบบไม่เสียประตูได้ถึง 6 เกมเลยด้วย

แม้จะต้องถอย ฟาบินโญ มิดฟิลด์ทีมชาติบราซิลให้ขยับลงมาช่วยยืนเป็นกองหลังจำเป็นอยู่หลายเกมเหมือนกัน แต่นักเตะเลือดแซมบ้ากลับสามารถคุมเกมได้อย่างเหนียวแน่น เพราะเคยยืนเล่นตำแหน่งนี้ในช่วงสมัยที่ค้าแข้งกับ โมนาโก ทีมเก่าในศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส มาก่อน

สำหรับ 6 นัดที่ ลิเวอร์พูล สามารถเก็บ “คลีนชีท” แบ่งออกเป็น 2 เกมในศึก พรีเมียร์ลีก นั่นก็คือ นัดที่เปิดบ้านไล่ถล่ม “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ 3-0 และนัดล่าสุดที่เฝ้ารังไล่ต้อน “หมาป่า” วูล์ฟแฮมป์ตัน 4-0 ส่วนอีก 4 เกมที่เหลือคือในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไล่ตั้งแต่เกมที่บุกไปเฉือนชนะ อาแจ๊กซ์ 1-0, เปิดบ้านชนะ

มิดทิลแลนด์ 2-0, บุกไปถล่ม อตาลันต้า 5-0 รวมถึงเกมที่เปิดบ้านเชือด อาแจ๊กซ์ 1-0 นอกจากนี้ “หงส์แดง” ยังพบกับคามพ่ายแพ้ไปเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น นับตั้งแต่ ฟาน ไดค์ เจอโรคเดี้ยงเล่นงานจนต้องพักยาว นั่นก็คือ เกมสโมสรยุโรปถ้วยใบใหญ่สุดของทวีปในนัดที่แพ้ อตาลันต้า คาบ้าน 0-2

แม้จะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับกุนซือ เยอร์เก้น คล็อปป์ ในเรื่องของการจัดแนวรับลงสนามแต่ละเกม แต่ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้ขาดใจในยามที่ต้องไร้ ฟาน ไดค์ เหมือนอย่างที่หลายคนเคยคาดการณ์เอาไว้

เพราะพวกกองหลังที่มีชื่อชั้นเป็นรองอย่าง โจเอล มาติป, แนท ฟิลิปป์ส รวมถึง รีส์ วิลเลียมส์ ยังคงพร้อมร่วมใจกันช่วยยืนคุมแดนหลังเพื่อ “หงส์แดง” ได้เป็นอย่างดีเลย

Tagged : / / / / /